พระวิหารเสด็จพ่อพระศิวะ รามอินทรา


ด้วยพระบารมีและพระเมตตาแห่งองค์เสด็จพ่อพระศิวะ และด้วยแรงอธิษฐานของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ พระวิหารเสด็จพ่อพระศิวะจึงเกิดขึ้น ณ เลขที่ 141 หมู่ที่ 5 ซอยคู้บอน 27 แยก 27 (ซอยสยามธรณี) ถ.คู้บอน (ถ.รามอินทรา71 กม.8) แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ

พระวิหารแห่งองค์พระมหาศิวะเทพแห่งนี้ได้ก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2546 โดยมีเนื้อที่ทั้งสิ้นกว่า 40 ไร่ เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปองค์พระมหาศิวะเทพ ซึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง 9.99 เมตร และมีความสูง 16 เมตร อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานเหล่ามหาเทพ และเทพพรหมต่าง ๆ มากมาย นอกเหนือจากพระวิหารหลัก ซึ่งเปิดให้สาธุชนผู้มาเยือนทุกท่านได้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แล้ว ด้านหน้าของพระวิหารยังเป็นที่ประดิษฐาน “สระน้ำศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตกแต่ง สระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 44 เมตร และลึก 1.50 เมตร เมื่อแล้วเสร็จ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้จะบรรจุน้ำจากสถานที่สำคัญ 3 แห่งของประเทศอินเดีย คือ น้ำจากเขาไกรลาศ, จากสุวรรณวิหาร เมืองอมฤตสา และจากแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี

บริเวณที่ดินด้านหลังของพระวิหาร พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ เตรียมไว้เพื่อจัดสร้าง ฐานที่ประทับเทวรูปพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม หน้าตักกว้าง 18 เมตร สูง 21 เมตร พร้อมด้วยเทวรูปสาวกเจ้าชาย-เจ้าหญิง ซึ่งมีความสูง 11 เมตร ซึ่งเทวรูปของทั้ง 3 พระองค์สร้างจากหินแกรนิตทั้งองค์ จากประเทศจีน มีน้ำหนักทั้งสิ้นกว่า 3,500 ตัน ซึ่งฐานที่ประทับนี้จะจัดสร้างเป็นอาคารเอนกประสงค์ เพื่อประกอบศาสนกิจต่างๆ นอกจากเทวรูปพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม พร้อมองค์พระสาวก และฐานที่ประทับแล้ว พื้นที่นี้ยังเป็นสถานที่ก่อสร้าง พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ความยาว 108 เมตร และ เขาวิเศษแห่งองค์เสด็จพ่อพระศิวะ ทั้งหมดนี้เป็นรวมอยู่ในการก่อสร้าง “โครงการมันดาลา อาณาจักรธรรมนำสุข” นับว่าสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของผู้คนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งตรงกับปณิธานของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ที่ท่านต้องการสร้างปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ในประเทศไทยเพื่อให้คนทั่วโลกได้เข้ามากราบไหว้ ซึ่งเป็นการรักษาวัฒนธรรมของความเป็นเมืองพุทธให้คงอยู่กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

หลายต่อหลายท่านอาจสงสัยเหมือนกับที่หลาย ๆ คนเคยถามพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ว่า ทำไมท่านจึงสร้างเทวรูปในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในขณะที่ท่านเป็นพระภิกษุณีในพุทธศาสนา พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ จึงกล่าวตอบว่า ท่านเคารพและสรรเสริญพระศาสดาของทุก ๆ ศาสนา เพราะองค์พระศาสดาของทุกศาสนา ล้วนฝ่าฟันอุปสรรค์ต่างๆ เพื่อค้นหลักธรรมให้เราท่านทั้งหลายได้เดินตาม ได้ปฏิบัติในหนทางแห่งความดี ให้เป็นคนมีความรัก ความเมตตา ต่อพี่น้องร่วมโลกเดียวกัน แท้ที่จริงแล้ว เราคือหนึ่งเดียวกัน (ด้วยหลักการคิดเช่นนี้ พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ จึงให้มีสัญลักษณ์เลข 1 ตามที่ต่าง ๆ ในสถานปฏิบัติธรรมที่ท่านสร้าง เพื่อเตือนสติผู้มาเยือนว่า “เราทุกคนคือหนึ่งเดียวกัน”) หากจะถามว่าทำไมท่านสร้างพระอินเดีย ท่านจึงถามกลับไปยังผู้ถามว่า เราชาวพุทธเคารพบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงสุด แล้วพระองค์ไม่ใช่คนอินเดียหรือ? ท่านกล่าวอีกว่า ไม่ว่าจะคนไทย คนอินเดีย หรือคนเชื้อชาติไหน เราก็คือพี่น้องกันทั้งสิ้น คนเราไม่สามารถเลือกว่าจะเกิดเป็นคนชาติใด ภาษาใด ได้ แต่เราเลือกที่จะทำดีร่วมกันได้ ต่างคนต่างเชื้อชาติต่างภาษาย่อมมีเอกลักษณ์ มีส่วนดี ๆ ในแต่ละบุคคล เราจึงควรมารวมกัน นำสิ่งดี ๆ ของแต่ละบุคคลมาพิจารณา ประยุกต์ ปฏิบัติ เพื่อให้สังคม และประเทศชาติของเราเจริญรุ่งเรือง

ท่านเปรียบพระวิหารเสด็จพ่อพระศิวะแห่งนี้เสมือนบ้านพ่อ และเปรียบตำหนักพระแม่กวนอิม โชคชัย 4 เสมือนบ้านแม่ ท่านต้องการให้สถานปฏิบัติธรรมที่ท่านสร้างเป็นสถานที่ที่ทุกคนมาแล้วมีความสุข ได้รับความอบอุ่น เหมือนได้กลับมาสู่อ้อมอกของพ่อและแม่ โดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา

พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ ยังชี้แนะต่อว่า คนไทยบูชา “องค์พระหลักเมือง” ซึ่งมีเสาหลักเมืองเป็นสัญลักษณ์ คนจีนบูชา “ทีตี่แป่บ้อ” (เทพแห่งฟ้าดิน) ซึ่งมีเสาพันด้วยมังกรเป็นสัญลักษณ์ ส่วนคนอินเดียบูชา “พระมหาศิวะเทพ” ซึ่งมีศิวะลึงค์ เป็นสัญลักษณ์ หากพิจารณาให้ถ่องแท้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราบูชาก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์เดียวกันนั่นเอง เช่นเดียวกับองค์พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ (อวโลกิเตศวร) พันเนตรพันกร ที่ชาวพุทธทั่วโลกนับถือบูชา เมื่อคนอินเดียเห็นรูปของพระองค์ เขาก็บอกว่า นี่คือองค์แม่ทุรคา เมื่อพิจารณาแล้วสิ่งที่ต่างกันก็เป็นแค่คำนิยามที่มนุษย์เรียกขานแตกต่างกันไปเท่านั้น

เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ถึงแม้พระวิหารยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังไม่ได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ศาสนสถานแห่งนี้ก็ได้มีโอกาสต้อนรับสาธุชนทั้งในและนานาประเทศมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอินเดียที่หลั่งไหลมานับร้อยนับพัน เพื่อมาสักการบูชาขอพร ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทุก ๆ คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานที่แห่งนี้ไม่เป็นเพียงสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นศาสนสถานอันงดงาม ยิ่งใหญ่ และอบอุ่น ซึ่งความเมตตา และอบอุ่นนี่เองเป็นสิ่งที่พระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ฯ มอบให้แก่ทุก ๆ คน จนกระทั่งชาวอินเดียต่างยกย่องท่านเสมือนแม่ จึงเรียกท่านว่า “มาตาจี” ซึ่งมีความหมายว่า “ท่านแม่”

พระวิหารเสด็จพ่อพระศิวะแห่งนี้ ที่ใครต่อใครเปรียบที่แห่งนี้ว่าคือบ้านพ่อ ยินดีต้อนรับสาธุชนทุกท่านจากทั่วทุกมุมโลก ผู้แสวงหาที่พึ่งทางใจ และต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อสะสมคุณงามความดี สร้างสมบุญบารมี นำพาตนเองสู่ความสงบสุข และที่สุดนำมาซึ่งสันติสุขสู่สังคมอย่างถาวร